LES PARFUMS LOUIS VUITTON
การกลับมาของความหอมที่หรูหรา
- 05 สิงหาคม 2559
-
4,539

เริ่มมาด้วยข่าวล่าจากแบรนด์เครื่องหนังชื่อดังจากฝรั่งเศสที่กำลังจะเผยผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งความหอมที่แท้จริง "LOUIS VUITTON" พร้อมเผยกลิ่นสัมผัสแห่งเครื่องหนังแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดการทำความรู้จักกับกลิ่นแห่งความหรูหรานั้นสำคัญมาก เริ่มด้วยอารัมภบทแห่ง LES PARFUMS LOUIS VUITTON

จุดเริ่มต้นแห่งความหอม
ในปีค.ศ. 2016 นี้ หลุยส์ วิตตองเตรียมก้าวสู่อาณาจักรใหม่ นั่นก็คืออาณาจักรแห่งน้ำหอม กลิ่นหอมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประวัติอันยาวนานของหลุยส์ วิตตอง และมิใช่เรื่องใหม่สำหรับแบรนด์ ในทางตรงข้ามยังเป็นอีกหนึ่งความชื่นชอบของแบรนด์กระเป๋าเดินทางระดับตำนาน เฉกเช่นเดียวกับที่ชื่นชอบในกระเป๋าใส่ของขวดน้ำสำหรับเดินทาง และน้ำหอม ประทับตราแบรนด์หลุยส์ วิตตองที่สร้างสรรค์มาตลอดศตวรรษที่ 20

เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ความหอม หลุยส์ วิตตองเปิดตัวอะเตลิเยร์ (atelier) สถานที่รังสรรค์น้ำหอมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกราส (Grasse) รัฐโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส นำโดยฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด (Jacques Cavallier Belletrud) นักผลิตน้ำหอมมากประสบการณ์ โดยใช้วัตถุดิบสุดพิเศษที่สะสมมานาน เป็นประสบการณ์ที่จะพาคุณเดินทางไปสู่ความรู้สึกใหม่ ๆ

วัตถุดิบสุดพิเศษ
นวัตกรรมแห่งความหรูหรา
ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของหลุยส์ วิตตอง และผู้สืบทอดกิจการ นวัตกรรมเป็นหัวใจของแบรนด์เสมอมาเห็นได้จากการทำให้กระเป๋าเดินทางกันน้ำได้เป็นครั้งแรก ความหรูหรานั้นไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์สิ่งที่หายากหรือมีค่า แต่ต้องเป็นการคาดเดาอนาคตด้วย ด้วยเหตุนี้ ฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด จึงมิได้เพียงหาวัตถุดิบธรรมดา แต่ใช้เวลากว่า 4 ปีในการพัฒนาวัตถุดิบให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อช่วยให้รังสรรค์ กลิ่นหอมได้ตรงตามที่ใจฝัน

กลิ่นหอมจากเครื่องหนังหลุยส์ วิตตอง
แน่นอนว่ามีน้ำหอมหลายกลิ่นอยู่แล้วที่ชวนให้นึกถึงเครื่องหนัง แต่ฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด ได้สร้างกลิ่นพิเศษขึ้นมาใหม่หลังจากได้ไปเยี่ยมชมเวิร์กชอปของหลุยส์ วิตตอง มาหลายครั้ง ในบรรดากลิ่นหอมของหนังที่เขาได้ทดลอง กลิ่นที่เขาชอบที่สุดคือกลิ่นหอมเบาๆ ของหนังธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนังสีเบจอ่อนที่ใช้หุ้มหูและทำสายกระเป๋าเดินทางของหลุยส์ วิตตอง ฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด หลงใหลกลิ่นนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นกลิ่นที่หอมคล้ายดอกไม้ จึงได้มอบหมายให้เวิร์กชอปผลิตน้ำหอมสกัดกลิ่นนี้ออกมา

ดอกไม้สุดพิเศษ
ฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด เป็นผู้ที่มีความสนใจด้านวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และการสกัดด้วยคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ใช้สกัดกลิ่น เช่น วานิลลา โดยไม่ต้องใช้ความร้อน เมื่อนำพืชมารมก๊าซเย็นจะได้กลิ่นหอมออกมา ฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูด ใช้วิธีนี้มาทดลองกับดอกไม้ โดยเริ่มจากดอกไม้สองชนิดที่นิยมนำมาทำน้ำหอม ได้แก่ เมย์โรส (May rose) (เซนทิโฟเลีย centifolia) และจัสมิน (jasmine) โดยใช้ดอกไม้จากเมืองกราส และนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดอกไม้สองชนิดนี้ซึ่งหายากมากในปัจจุบันสามารถสกัดออกมาให้หอมได้ราวกับดอกไม้จริง และยังเป็นกลิ่นที่หาได้ที่หลุยส์ วิตตองที่เดียวเท่านั้นอีกด้วย

ความหอมจากทั่วโลก
เมื่อฌาค กาวาลิเยร์ แบลทรูดมาร่วมงานกับหลุยส์ วิตตอง เขาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเสาะหาวัตถุดิบที่ถูกใจ เขาเดินทางไปประเทศจีนเพื่อพิสูจน์คุณภาพของดอกออสแมนธัส (osmanthus) ซึ่งเป็นดอกไม้ขนาดจิ๋วที่คล้ายดอกมะกอก (ออสแมนธัสมีชื่อเล่นว่ามะกอกจีน) และยังได้พบดอกแมกโนเลีย (magnolia) และจัสมินัม ซัมบัค (jasminum sambac) ดอกไม้จากประเทศจีนทั้งสองชนิดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เขาเป็นอย่างมาก เพราะมีกลิ่นแตกต่างจากดอกไม้ชนิดเดียวกันที่ปลูกในพื้นที่อื่น ๆ เขาจึงได้เลือกดอกไม้สองชนิดนี้มาผลิตเป็นน้ำหอม และพัฒนากลิ่นโดยแยกโมเลกุลเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ตรงใจ
น้ำหอมในตำนานของหลุยส์ วิตตอง
ตำนานแห่งกลิ่นหอม

เมื่อหลุยส์ วิตตองผลิตกระเป๋าเดินทางใบแรกในปี 1854 ก็มีกลิ่นหอมจาง ๆ อบอวลอยู่ในอากาศในบริเวณเมซง หลุยส์ วิตตอง (Maison Louis Vuitton) กระเป๋าเดินทางเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องดูแลของมีค่าระหว่างการเดินทางที่แสนไกล และภายในมีช่องเก็บเครื่องหอมอยู่ด้วย ต่อมาในช่วง 1920 ก็มีการผลิตกระเป๋าใส่ของใช้ แปรงผมกระดองเต่า กระจกงาช้าง และน้ำหอมหลากหลายขนาด ทางหลุยส์ วิตตองจึงเชิญให้ศิลปินมาช่วยออกแบบรายละเอียดของขวดคริสตัล และศิลปินสามท่านได้แก่ คามิล เคลส์ โบรธิเยร์ (Camille Cless Brothier), กัสตอง เลอร์ บูร์ชัวร์ (Gaston Le Bourgeois) และอังเดร บัลเลต์ (Andre Ballet)

ได้รังสรรค์ผลงานที่เรียกว่า “เอดิซิองส์ ดาร์ท (Editions d’Art)” และเมื่อขวดสุดหรูเหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปี 1927 หลุยส์ วิตตองจึงเปิดตัวน้ำหอมรุ่นแรก คือ เออร์ส ดับซองส์ (Heures d’Absence) ตามมาด้วย เฌอ ตู อิล (Je, Tu, Il) ในปี 1928 และ เรมินิซองส์ (Réminiscences) และ โอ เดอ โวยาจ (Eau de Voyage) ในปี 1946 กลิ่นหอมเหล่านี้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจ แม้ว่าบางขวดน้ำหอมบางขวดจะยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่น้ำหอมกลับระเหยหายไปหมดแล้ว ดังนั้นหลุยส์ วิตตองจึงได้เริ่มมิติใหม่แห่งการผลิตน้ำหอมขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ศิลปะและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานนั่นเอง โดยน้ำหอมที่จะถูกปล่อยมานั้นเป็นแบบใดไม่มีใครทราบก็ต้องมาลุ้นกัน ซึ่งกำหนดการวางขายคือภายในเดือนกันยายนนี้







