Louis Vuitton • Autumn/Winter 2018

BY PR News

  • 27 สิงหาคม 2556
  • 33,400

คอลเลคชั่นเสื้อผ้าบุรุษฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2018 (Louis Vuitton Autumn-Winter 2018) ของหลุยส์ วิตตอง เป็นคอลเลคชั่นที่เน้นมองภาพรวม การสัมผัสสถานที่หลายแห่งบนโลกไปพร้อม ๆ กัน ในทุกสภาพอากาศ ทุกภูมิประเทศ ด้วยมุมมองที่เป็นสากล และยังนำเสนอตำนานแห่งความเป็นของแบรนด์หลุยส์ วิตตองทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอีกด้วย

  

“คอลเลคชั่นนี้นำเสนอเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นผ้าที่เดินทางไปบนเรือนร่างและเปลี่ยนสภาพไปด้วย” คิม โจนส์ (Kim Jones) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าบุรุษ ของหลุยส์ วิตตองกล่าว “การค้นพบอะไรใหม่ ๆ เป็นการเดินทางอันไม่มีที่สิ้นสุด”

  

คอลเลคชั่นนี้เน้นความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวผ่านเสื้อผ้าแนวสปอร์ตแวร์ และนำเสนอวัฒนธรรมต่าง ๆ ลวดลายสะท้อนถึงการเดินทาง เช่นภาพถ่ายทางอากาศบนเฮลิคอปปเตอร์บินเหนือฟากฟ้าประเทศเคนย่า ที่ไม่เพียงนำมาฉายให้ชมกัน แต่โทนสีที่ปรากฏในภาพเหล่านั้นก็ยังมีอิทธิพลและสะท้อนออกมาเป็นสีแนวเอิร์ธโทนในคอลเลคชั่นนี้ด้วย เช่น สีของทราย หินแกรนิต มะกอก และหินชนวน เป็นการสะท้อนถึงดีเอ็นเอของหลุยส์ วิตตอง นั่นก็คือการเดินทางและการค้นหา

  

แรงบันดาลใจนั้นมาจากทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก ตระเวนเดินทางอย่างอิสระเสรี ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีความเป็นโคบาลอเมริกันที่สัมผัสได้ผ่านกางเกงขาสั้นสวมทับเลกกิ้งที่เป็นเหมือนกางเกงกีฬา ส่วนขนแกะและขนมิ้งก์ชวนให้นึกถึงรัสเซียและไซบีเรีย ผ้าแคชเมียร์และขนบีกูญ่า (vicuña) นำมาใช้ตัดเสื้อผ้าที่มีความเป็นทางการ แต่ประดับด้วยรายละเอียดที่มาจากเสื้อผ้าปีนเขา มีการเติมสีเหลืองนีออนและส้ม รองเท้าเป็นการผสมผสาน รองเท้าบู้ทคาวบอยผสมกับรองเท้าปีนเขา และหนังงูสุดหรูผสมกับรองเท้ากีฬา เป็นการปัดฝุ่นสไตล์ที่เคยเปิดตัวไปเมื่อปี  2015

  

อดีตคือสถานที่ที่เราไปเยี่ยมอยู่บ่อย ๆ “ลุคที่ทันสมัยแต่เจอในสถานที่ที่คลาสสิค” คิม โจนส์ กล่าว ในคอลเลคชั่นนี้ หลุยส์ วิตตองได้ไปเยือนเรื่องราวในอดีตและนำเสนอเป็นรูปแบบที่เข้ากับยุคสมัย กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตแวร์มีความชัดเจน และเสื้อผ้าชิ้นหลักของผู้ชายได้นำมาตีความใหม่และให้โดดเด่นมากขึ้น เพราะคำว่าความหรูหราในปัจจุบันต้องทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง

  

เพื่อสะท้อนถึงการเดินทางผ่านวัสดุที่ใช้ในคอลเลคชั่นนี้ คิม โจนส์ มองหาวัสดุแห่งอนาคต จึงได้นำไทเทเนียม (Titanium) มาใช้ในคอลเลคชั่นนี้เปรียบเป็นโลหะล้ำค่าชิ้นใหม่ โดยนำมาใช้เป็นทั้งงานฟินิชชิ่งหรือผิวสัมผัส (finishing) และเป็นทั้งส่วนฮาร์ดแวร์หรือชิ้นส่วนประดับ มีความหรูหราเมื่อนำมาตกแต่งด้วยกลิตเตอร์ ผ้าเงา ผ้าออร์แกนซ่า หนังงู และผิวสัมผัสต่าง ๆ โมโนแกรม ไทเทเนียม (Monogram Titanium) เป็นการผสมผสานความเงางามของโลหะและความแปลกใหม่

  

ในส่วนของเครื่องหนังและเครื่องประดับคอลเลคชั่นนี้ ได้เพิ่มรูปแบบใหม่ ๆ ให้แก่ตำนานอันเก่าแก่ของหลุยส์ วิตตอง ลายโมโนแกรมนั้นออกแบบให้มีสีสันและฟินิชิ่งใหม่ ๆ มีทั้งโมโนแกรม ไทเทเนียม และโมโนแกรม เกรซ (Monogram Glaze) ที่เป็นการนำโมโนแกรมแคนวาสมาแต่งฟินิชิ่งให้พื้นผิวเงาวาวราวกับกระจก ชวนให้นึกถึงหนังแวนีส์ (Vernis) ในยุค 1990 โดยโมโนแกรม เกรซ มีทั้งสีมากาสซาร์ (Macassar) และสีเอคลิปส์ (Eclipse) ในรูปแบบของกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ ส่วนโมโนแกรม ฟลูโอ (Monogram Fluo) โดดเด่นด้วยสีนีออนที่เข้ากับความเปี่ยมพลังของคอลเลคชั่นนี้

  

ลวดลายโดดเด่นใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่นการสลักคำว่าหลุยส์ (Louis) หรือวิตตอง (Vuitton) ลงบนเครื่องหนังไลน์ใหม่ ได้แก่ อินฟินิตี้ ไลท์ (Infinity Light) และอินฟินิตี้ ดาร์ก (Infinity Dark) ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังคาวไฮด์ที่เป็นขอบของรุ่นโมโนแกรม เพื่อเสริมความโดดเด่นของรูปทรง ตกแต่งไทเทเนียมหรือฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ กระเป๋ารุ่นหลุยส์ วิตตอง สปีดี้ (Louis Vuitton Speedy) นั้นได้รับการออกแบบใหม่

  

ด้วยรูปทรงที่มีความเป็นผู้ชายมากขึ้นและสายสะพายข้างลำตัว (cross-body bag) กระเป๋าโฮโบ (hobo style) นั้นออกแบบให้เท่เหมือนกระเป๋าดัฟเฟิลของผู้ชาย และยังมีกระเป๋าสะพายหลังรุ่นใหม่และกระเป๋าแมสเซนเจอร์อีก 2 รุ่น เสื้อผ้ากีฬาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการปีนเขานั้นได้นำมาอยู่บนเครื่องหนังต่าง ๆ ไทเทเนียมมีการตกแต่งด้วยวงกลม และเชือกปีนเขาได้นำมาทำเป็นหูหิ้วและเชือกกระเป๋า

  

กระเป๋าที่เป็นทรงฮาร์ดเคส (hard-case) สไตล์คลาสสิกของหลุยส์ วิตตองนั้นปรับขนาดให้เล็กลงและกลายเป็นกระเป๋าเดินทางหรือทรังก์ทรงแมสเซนเจอร์ (shoulder Messenger trunk) และยังมีกระเป๋าถือทรงทรังก์ใบเล็ก (hand carried Daily trunk) ทั้งกระเป๋าและทรังก์เดินทางไทเทเนียมนั้นล้วนเป็นการผสมผสานอันลงตัวของความแข็งแกร่งและความอ่อนนุ่ม

  

จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าการเดินทาง และคอลเลคชั่นนี้เฉลิมฉลองมุมมองที่แปลกใหม่ของแบรนด์และประสบการณ์ที่กว้างขึ้น เป็นการมองภาพรวมด้วยมุมมองที่แปลกใหม่ มองไปยังเส้นขอบฟ้าใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยสัมผัส