Great
User Score • 12 rating (s)
7.0
Leisure  >  Toys  >  Entertain

Fast & Furious 8

By Duty editor ● 10 เมษายน 2560


Review : ความรู้สึกหลังจากที่ได้ดูหนังสุดมันส์ Fast & Furious 8 จนได้เข้าใจความศรัทธาที่พวกเขามีต่อครอบครัว

Fast & Furious 8 หนังภาคต่อที่ใครหลายคนรอคอยกันมายาวนาน บอกได้เลยว่าคุณจะต้องไม่ผิดหวังและอาจจะหลงรักหนังเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เรื่องรถยนตร์ก็ไม่ต้องพูดถึงยังจัดหนักจัดเต็มเหมือนเดิมมาทั้ง ซุปเปอร์คาร์ รถคลาสสิค รวมทั้งรถถัง นอกจากฉากบู๊แอดชั่นที่สามารถพังทุกสิ่งทุกอย่างพังพินาศได้ในพริบตาตามสไตล์ของหนังที่มันส์สุดๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะมาเรียกน้ำตาของคุณและเป็นหัวใจของภาคนี้คือการตอกย้ำเรื่องของความศรัทธาในคำว่าครอบครัว และเป็นเหตุผลว่าทำไม โดมินิก ทอเร็ตโต ถึงได้หักหลังครอบครัว ซึ่งเรายังจะได้เห็นอีกมุมนึงของตัวละครเช่น ฮ็อบส์ที่มาในคาแรคเตอร์ที่สนุกมากขึ้นมีการปล่อยมุขฮาๆ ออกมา รวมไปถึงตัวร้ายจากภาคก่อนอย่าง เด็คการ์ด ชอว์ ที่แสดงอีกแง่มุมออกมาว่าเขาก็ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่ทุกคนคิด อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากๆ นั่นคือตัวละครใหม่ที่เข้ามาอย่าง เอริค เรส์เนอร์ ที่เขาจะมาทำให้คุณต้องนึกถึงใครบางคนขึ้นมาแน่ๆ ต้องบอกเลยว่าตัวละครนี้จะต้องมีบทบาทสำคัญในภาคต่อไปแน่นอน Fast & Furious 8 เป็นหนังที่ควรต้องไปดูเพราะคุณจะได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิมของหนังเรื่องนี้รวมไปถึงตัวละคร ทีจะทำให้คุณประทับใจคุ้มกับเงินที่เสียไปแน่นอน

 

 


 

 

ครอบครัว Fast ไม่เพียงแต่ประกอบไปด้วยทีมนักแสดงหน้ากล้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทีมงานเบื้องหลัง ซึ่งรวมถึงคนที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มในปี 2000  ทีมงานเบื้องหลังยังรวมถึงผู้ประสานงานเรื่องรถอย่าง เดนนิส แม็คคาร์ธี่ และผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่สอง สไปโร่ ราซาทอส และทีมออกแบบสตั๊นต์ ซึ่งนำทีมโดยพี่น้อง แจ็ค จิลล์ และแอนดี้ จิลล์ ซึ่งรวมกันคิดคอนเซ็ปต์และจัดฉากแอ็กชั่นที่ทำให้อ้าปากค้างจากจินตนาการของมอร์แกน

 

ฉากแอ็กชั่นซิ่งส์รถ ทางทีมผู้สร้างให้ ราซาทอส เป็นผู้ออกแบบฉากที่ใหญ่ขึ้นและดีขึ้นด้วย ซึ่งผู้นำทีมแอ็กชั่นที่เกี่ยวกับรถของภาพยนตร์ชุดนี้มักจะผลักดันขอบเขตจำกัดออกไป โดยจะเป็นงานที่สามารถสร้างได้ ณ จุดถ่ายทำ และเป็นงานที่อาจถ่ายทำด้วยรูปแบบใหม่ๆ ได้

 

 

 

สำหรับ Fast & Furious 8 นั่นหมายถึงการซิ่งส์รถแข่งข้ามทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็งในย่านชนบทของไอซ์แลนด์ หรือผ่านท้องถนนของนิวยอร์กซิตี้ที่การจราจรแน่นหนา

ด้วยการปิดฉากการถ่ายทำนานสี่อาทิตย์บนทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ในภูมิภาคอันห่างไกลของไอซ์แลนด์ จากนั้นก็ในเมืองเรคจาวิก ทีมงานรู้สึกดีใจมากเมื่อพวกเขาสามารถทำงานได้สำเร็จตามกำหนดเวลาที่กระชั้นชิดมาก พวกเขาลงเอยด้วยการต้องขับรถซิ่งส์ถึง 16 คัน รวมไปถึงการจัดฉากระเบิดให้เหมือนกับเรือดำน้ำโผล่ขึ้นมายังผิวน้ำ

ทะเลแบเรนท์สที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นฉากหลังให้กับฉากเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างไซเฟอร์กับดอม เมื่อเขาซิ่งส์ไปบนผิวน้ำแข็งเพื่อพุ่งเข้าไปหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ที่นั่น ฮ็อบส์และพรรคพวกของดอมพร้อมที่จะปล่อยตัวดอมลงเมื่อมีโอกาส

เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายทำมีความปลอดภัยและเป็นไปได้จริง ทีมงานท้องถิ่นต้องประเมินและจัดการในเรื่องของหิมะและน้ำแข็ง ต้องมีการค้นคว้าเยอะมาก แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็ส่งผลดีด้วยความอดทนและการวางแผนงานสตั๊นต์อย่างแม่นยำ

 

 

สำหรับแม็คคาร์ธี่ ซึ่งเป็นกูรูในเรื่องของรถประจำภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้นับแต่ Tokyo Drift เรื่องราวบทนี้ได้สร้างความท้าทายใหญ่ๆ ให้ถึงสองเรื่องด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

โลเกชั่นที่ไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นฉากให้กับเหตุการณ์ในรัสเซียในองก์ที่ 3 ของเรื่อง เป็นพื้นที่ที่ห่างไกล และมาพร้อมอุณหภูมิที่หนาวจัดจนส่งผลต่อทุกอย่าง ตั้งแต่การดูแลรักษารถ การแสดงบนแผ่นน้ำแข็ง และความเร็วที่ราซาทอสและทีมงานของเขาจะใช้ควบคุมรถได้เมื่อถ่ายทำกัน แต่ถึงกระนั้น ฉากที่แสนยิ่งใหญ่ระหว่างรถและเรือดำน้ำก็น่าอัศจรรย์อย่างมาก

 

 

ระหว่างการเตรียมงานอยู่ในเวิร์กช้อปที่เซ้าเธิร์นแคลิฟอร์เนีย แม็คคาร์ธีและทีมงานของเขาได้ทำการปรับแต่งกองทัพรถและส่งขึ้นเรือไปยังไอซ์แลนด์ ขณะที่ ดอม ใช้รถ ด็อดจ์ “ไอซ์” ชาร์เจอร์ รถคันหนึ่งที่วิ่งตรงเข้าหาเขาด้วยความเร็วสุดกำลัง ก็คือรถปรับแต่ง ด็อดจ์ “ไอซ์ แรม” ทรัค ที่มีฮ็อบส์เป็นคนขับ ร่วมด้วย เล็ตตี้ในรถ แรลลี่ ไฟเตอร์ และลิตเติ้ล โนบอดี้ ในรถซูบารุ ดับเบิ้ลยูอาร์เอ็กซ์  ขณะที่เทจมีรถถังริปซอว์ ขณะที่ โรมัน ซิ่งส์รถลัมบอร์กินี่ข้ามทุ่งน้ำแข็ง

 

หลังจากทิ้งอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาของไอซ์แลนด์ไว้เบื้องหลัง แม็คคาร์ธีและทีมงานของเขา เดินทางต่อไปยังคิวบาเพื่อเริ่มต้นความท้าทายต่อไป ฉากเปิดเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นฉากที่ดอมขับรถเชฟวี่ ฟลีทไลน์ปี 1953 แข่งกับรถฟอร์ด แฟร์เลน ปี 1956 ซึ่งเป็นรถที่เร็วที่สุดของเกาะแห่งนี้

 

 

ขณะที่สภาพแวดล้อมและข้อเรียกร้องของการถ่ายทำในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร ส่งผลเสียต่อเกรย์ในไอซ์แลนด์ สำหรับในคิวบา การไร้ซึ่งชิ้นส่วนอะไหล่รถ หรือระบบสนับสนุน ทำให้ทีมงานของเขาจำต้องขนทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มีการเตรียมการเอาไว้เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินมาด้วย

ขณะที่พวกเขาซิ่งส์รถกันไปทั่วฮาวาน่า ทางแผนกรถลงเอยด้วยการต้องขนรถเชฟวี่เข้ามา 10 คัน รวมถึงฟอร์ดอีก 7 คัน เพื่อเตรียมพร้อมกรณีรถเกิดความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในฉากแข่งรถของ Fast 

 

 

แม็คคาร์ธี่เล่าว่า “ความท้าทายในการทำงานที่คิวบาก็คือ เราไม่สามารถหาอะไรได้เลยครับ เราต้องวางแผนล่วงหน้า และคิดว่าจะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง และเตรียมตัวรับมือเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น แม้ว่าที่ไอซ์แลนด์จะถ่ายทำยาก แต่อย่างน้อยที่นั่นก็มีร้านขายอะไหล่รถ สำหรับที่คิวบา เรานำทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมหมด ตั้งแต่รถลาก รถขนเครื่องมือ รถขนอะไหล่ และเทรลเลอร์ และขนทุกอย่างใส่เอาไว้ในรถจนอัดแน่นไปหมด”

เพื่อให้เข้าถึงแวดวงรถท้องถิ่น แม็คคาร์ธี่หันไปพึ่งเจ้าพ่อด้านยวดยานของคิวบาอย่าง เดวิด พีน่า ผู้มีฉายาเป็นที่รู้จักในแวดวงรถแข่งว่า แม็คควีน เขาคอยดูแลรถวินเทจที่ดีที่สุดบนเกาะแห่งนี้

 

สำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ในรถอย่างแม็คคาร์ธี่ คิวบาทำให้เขาต้องอึ้งไปเลย “มันทำให้แทบลืมหายใจไปเลยครับ คุณเดินออกไปที่ถนน และรู้สึกเหมือนคุณเดินทางย้อนเวลาผ่านเครื่องไทม์แมชชีนเลยครับ 70 เปอร์เซนต์ของรถที่นั่นเป็นรถจากยุค ’50s และ ’40s สิ่งที่ทำให้ประทับใจมากกว่านั้นก็คือวิธีที่คนที่นั่นยังทำให้รถพวกนั้นวิ่งอยู่ได้ ผมชอบมากที่ได้เห็นความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นจากคนท้องที่เมื่อเราไปอยู่ที่นั่น”

 

 

การถ่ายทำภาพยนตร์หรือการได้ยินเสียงพูดสำเนียงแบบอเมริกันทำให้เกิดคำถามและการสนทนาที่น่าตื่นเต้นจากชาวคิวบา ความตื่นเต้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด เมื่อชาวเมืองที่อยากรู้อยากเห็น นักท่องเที่ยว และแฟนๆ หลายร้อยคนออกมายืนดูเหตุการณ์ขณะที่การถ่ายทำเกิดขึ้นตามย่านต่างๆ

 

งานง่ายๆ อย่างการโหลดรถขึ้นไปยังรถที่ใช้ขนรถอีกที กลับเรียกเสียงตบมือ หรือมีชาวคิวบามุงมารุมกันเพื่อส่องเหตุการณ์ในระยะที่ใกล้ขึ้น พวกเขายกมือขึ้นแตะหรือถ่ายรูป และเมื่อได้เห็นดีเซลหรือร็อดริเกซ บรรดาคิวบามุงจะส่งเสียงเชียร์และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นสิบเท่า สร้างความตื่นเต้นไปทั่วทั้งกองถ่ายและถนนรอบๆ

อย่างไรก็ดี สำหรับแม็คคาร์ธี่ ฉากหนึ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นมากที่สุด กลับไม่ได้ข้องเกี่ยวกับรถซิ่งส์ หรือฉากขับรถสตั๊นต์ท้าความตาย แต่เป็นฉากที่ฮ็อบส์, ชอว์ และทีม มุ่งหน้าสู่โรงงานปลา ซึ่งเป็นฉากหน้าของสถานที่เกิดปฏิบัติการลับ เหล่าทวยเทพส่งเสียงร้องเพลงขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปด้านใน โกดังเก็บรถขนาดใหญ่ชวนให้นึกถึงฉากท้ายๆ ของภาพยนตร์อินเดียน่า โจนส์ ตอน Raiders of the Lost Ark

 

เพื่อให้ได้สถานที่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับถ่ายทำฉากนี้ แม็คคาร์ธี่ตระเวณหาทั้งเจ้าของรถเอกชน พ่อค้า ร้านปรับแต่งรถ และโรงงานทั่วโลก

แม็คคาร์ธี่ได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าตลอดหลายปีมานี้ ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ได้สร้างชื่อเสียงเอาไว้มากมาย ดังนั้น ภารกิจที่เป็นงานช้างกลับเป็นงานที่สามารถจัดการได้ไม่ยาก เพราะทุกคนต่างก็อยากเอารถของพวกเขามาโชว์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้แต่แม็คคาร์ธี่และมอริทซ์เองก็ยังขนรถที่เป็นลูกรักของพวกเขามาร่วมแสดงด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ทีมงานของแม็คคาร์ธี่สามารถรวบรวมกองทัพรถที่มีมูลค่ามากกว่า $17 ล้านมาเพื่อใช้ในการถ่ายทำเพียงไม่กี่วัน

 

 

พวกเขามีรถที่เยี่ยมที่สุดของอเมริกา อย่างด็อดจ์, ฟอร์ด และรถเชฟวี่วินเทจ จนถึงรถนำเข้าอย่าง เฟอร์รารี่, ลัมบอร์กินี่, จากัวร์, โตโยต้า, ซูบารุ และ รถคอนเซ็ปต์ของนิสสันที่มีมูลค่าถึง $2 ล้านที่ถูกขนส่งมาจากญี่ปุ่น จนถึงดูคาตี้, ฮาร์เล่ย์ เดวิดสันส์ และมอเตอร์ไซค์คอนฟีเดอเรทของเคทีเอ็ม   

 

หลังจากเก็บตัวแบบเงียบๆ อยู่ในแผนกรถใน Furious 7 กิ๊บสันรู้สึกตื่นเต้นมากที่แม็คคาร์ธี่ได้อัพเกรดรถของโรมันใน Fast & Furious 8  “ผมได้ขับเบนท์ลี่ย์ จีที คูเป้ครับ” กิ๊บสันบอก “สองประตู สีขาวที่มาพร้อมแถบลายเบอร์กันดี จากนั้น ผมก็ได้ขับลัมบอร์กินี่สีส้ม ผมเลยแฮปปี้มากครับ ผมรักรถของผมมาก”

ในฐานะผู้คลั่งไคล้ในทุกอย่างที่มีความเร็ว แม็คคาร์ธี่ยังเพิ่มสีสันและความเข้มข้นลงไปอีกด้วยรถถังริปซอว์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ, เรือสปีดโบ้ทมิสติค, รถถังสไตรเกอร์ และเฮลิคอปเตอร์เอ็มดี

 

 

 

images source : thedrive.com

 

TAGSToysEntertainMovie